"ขมิ้น GMO"
ขอพูดถึงวงการผ้าเหลืองสักนิด
หากจะจำแนกประเภทของ"พระสงฆ์" ณ ปัจจุบันนี้ คงจะจำแนกได้ประมาณนี้
1. บวชเพราะต้องการมาศึกษาเล่าเรียน
ประเภทนี้เป็นเพราะความจำเป็นทางฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัว จึงเลือกที่จะมาบวชโดยมีจุดประสงค์เพื่อเข้ามาเรียนหนังสือ กลุ่มใหญ่ของประเภทนี้นั้น หากเรียนจนจบก็จะลาสิกขาออกไปประกอบอาชีพการงาน เอาความรู้ที่ได้ไปต่อยอดเลี้ยงชีพ เลี้ยงปากเลี้ยงท้องเลี้ยงครอบครัว หากเรียนไม่จบ ก็สิกขาหรือถูกจับสึกออกไป ซึ่งก็นับว่าเป็นการเสียเวลา เสียทรัพยากรต่างๆมากมายไปโดยเปล่าประโยชน์ ( มีบางท่านบอกว่าอย่างน้อยก็ยังมีความรู้ติดตัว เพื่อไปเป็นคนดี ถึงแม้จะไม่ได้เป็นพระสงฆ์องค์เจ้าแล้ว อันนี้ก็ว่ากันไป ) สรุป...ประเภทนี้นั้น น้อยมากที่จะมีความศรัทธาต่อศาสนา ไม่ได้มีความต้องการที่จะสืบทอดหรือเผยแผ่ ไร้ซึ่งการซึมซับแล้วเจริญรอยตามพระศาสดาหรือคำสอน ที่ตกค้างอยู่ในผ้าเหลืองก็เพราะไม่กล้าออกไปเผชิญโลก จึงจำต้องอาศัยวัดเป็นที่ทำมาหากินต่อไป จนกว่าจะพบหนทางทำมาหากินที่ดีกว่า ก็ละทิ้งวัดได้ทันที
2. บวชเพราะหนีปัญหา
ปัญหาครอบครัว ปัญหาการครองชีพ ปัญหายาเสพติด ติดเหล้าติดการพนัน ติดหนี้ติดสินล้มละลาย ประเภทนี้เมื่อหาที่พึ่งหาทางออกไม่ได้ ก็มาอาศัยผ้าเหลืองเป็นที่หลบซ่อนพักพิง บางท่านก็สามารถที่จะรวบรวมสติปัญญากลับเนื้อกลับตัว จนเป็นที่พึ่งของญาติโยมได้ บางท่านยิ่งอยู่ยิ่งเห็นโอกาสในการเลี้ยงชีพ กลุ่มนี้หากดีก็จะดีเลย เพราะเห็นความผิดพลาดของตนเองจนไม่อยากจะพลาดอีก แต่ก็มีน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่อายุขัยของคนประเภทนี้จะประมาณเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน ผ่านประสบการณ์และความเลวร้ายมาเยอะ โดยเฉพาะความผิดหวังล้มเหลวในชีวิต พูดยากสอนยาก มีมานะในตนสูง พูดง่ายๆมีสันดานไม่ดีอยู่ในตนมากกว่าประเภทอื่น เช่นขี้เกียจ ชอบเอาเปรียบ ไม่มีการพัฒนาเรียนรู้ เข้ากับผู้อื่นไม่ได้ หนักไม่เอาเบาไม่สู้ ฯลฯ ชีวิตจึงล้มเหลวมาอย่างที่เห็น อยู่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร สึกไปก็ไม่มีใครรับ แม้พ่อแม่ญาติพี่น้อง ครอบครัว ก็ส่ายหน้าหนี จึงจำทนห่มผ้ากาสาเป็นภาระของวัดวาต่อไป
แม้กลุ่มนี้ จะมีผู้รู้จักผิดชอบชั่วดีประมาณหนึ่ง(ซึ่งก็น้อยอีกแหละ) ที่พอจะช่วยเหลือกิจการงานพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่มาเป็นภาระทั้งนั้น ตอนมาๆอย่างคนสิ้นหวัง อยู่ไปๆกลายเป็นมาเฟียซะงั้น บางคนเป็นไอ้ขี้เหล้าขี้ยามา ชุบตัวสักพัก กลายเป็นจอมขมังเวทย์ กลายเป็นเกจิอาจารย์เฉย ยิ่งมียศมีตำแหน่ง คราวนี้ยิ่งทำตัวเป็นผู้วิเศษ รับคำวิจารณ์ไม่ได้ ใครอย่ามาแหยม วัดเป็นของข้า นั่นก็ของกู นี่ก็ของกู ข้าจะให้ใครอยู่ใครไปก็ได้ สอพลอผู้ใหญ่กดขี่ผู้น้อยเป็นนิจนิสัย ยิ่งอยู่นานยิ่งเนียน
ประเภทนี้แหละที่มีอิทธิพลต่อศาสนาวัดวาอาราม จะรุ่งหรือจะเสื่อมก็เพราะคนกลุ่มนี้ เนื่องเพราะคนพวกนี้ วันหนึ่งข้างหน้า พรรษากาลมากเข้า ก็กลายเป็นเจ้าอาวาส กลายเป็นเจ้าคณะ กลายเป็นผู้ปกครอง ด้วยการบริหารการปกครองของคณะสงฆ์ไทย คัดเลือกบุคลากรโดยอาศัยพรรษาอาวุโสเป็นหลักในเบื้องต้น ไม่มีการสอบแข่งขัน ไม่มีการทดลองงาน มีแค่การแต่งตั้ง พวกมากลากไป เจ้าอาวาส เจ้าคณะบางคน เขียนอ่านแทบไม่ได้ อาศัยท่องจำ สวดมนต์ได้ นั่งหลับตาได้ ก็กลายเป็นคนดีมีความสามารถ เป็นท่านเป็นเธอ เป็นผู้วิเศษเปี่ยมศีลเปี่ยมธรรมไปซะงั้น ทำไมเป็นได้ง่ายจังจากคนเลวเป็นคนดี หมอ พยาบาล วิศวกร ทหาร ตำรวจ ครูบาอาจารย์ ฯลฯ กว่าจะเป็นได้ ไม่ใช่ง่ายๆเลย คนรุ่นใหม่มีความรู้ระดับปริญญาไม่ว่าสาขาไหน? เข้าไปบวชก็กลายเป็นลูกน้อง เป็นผู้ใต้ปกครอง บางรูปมีความรู้มีความสามารถมาก นำมาใช้ ก็หาว่ามาแข่งบารมี อวดรู้ อวดฉลาด ไปโน่น เด่นเกินหน้าเกินตาไม่ได้ หาว่ามักใหญ่ใฝ่สูงไปอีก
3. บวชเพราะแก่ชราไปไหนไม่ได้แล้ว
ประเภทนี้คือกลุ่มที่มองเห็นวัดเป็นที่พึ่งสุดท้ายของชีวิต และไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน บางท่านอาจพอมีฐานะ แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ยากไร้และหมดสมรรถภาพ ทำการทำงานหนักไม่ได้แล้ว ก็เลยมาอยู่วัดเพื่อนำความรู้ความสามารถมาสร้างประโยชน์ต่อศาสนาวัดวาอาราม หรือไม่ก็มาอาศัยวัดเพื่อความอยู่รอดของชีวิต และก็คงจะตายคาผ้าเหลือง
......
เมื่อมองเห็นบุคลากรทางศาสนาประมาณนี้ ก็จะได้คำตอบว่า ทำไม?คนภายนอกจึงมองพระสงฆ์เป็นเพียงอาชีพๆหนึ่ง หาใช่เห็นเป็นพุทธสาวกไม่
ก็ต้องมองไปถึงคณะสงฆ์ผู้ปกครองในระดับบน ที่มาที่ไปของการได้เสวยอำนาจ ความมีประสิทธิภาพและวิสัยทัศน์ของท่านทั้งหลายเหล่านั้น เจ้าคณะผู้ปกครองบางท่านมาโดยความรู้ความสามารถ บางท่านมาโดยทางลัดเส้นสาย อำนาจเงินตรา ลาภสักการะ ประจบสอพลอ ฯลฯ เมื่อมาเป็นผู้บริหาร มาเป็นผู้ปกครอง จึงมองไม่เห็นความเป็นจริงขององคาพยพ เนื่องเพราะโลกทัศน์ที่ผ่านมาของตนเป็นเช่นนั้น
แม้แต่ท่านที่มีความรู้มากมายก็ตาม กว่าจะได้ขึ้นมาเป็นเจ้าคณะผู้ปกครองก็ตอนแก่เฒ่า ชราภาพมากแล้ว กลายเป็นคนละยุคคนละสมัย มุมมองล้าหลัง ไม่ทันต่อโลกต่อสภาพปัจจุบันกาลของสังคมและผู้คน การบริหารงานจึงอยู่ภายใต้อำนาจของทีมงานเลขานุการ หากได้ทีมที่มีคุณภาพ เจ้านายก็รอดปลอดภัย การบริหารคณะสงฆ์ก็จักมีความเจริญรุ่งเรือง เป็นปึกแผ่นมั่นคง
การคัดเลือกทีมงาน ส่วนใหญ่ก็คัดเลือกมาจากผู้รับใช้ใกล้ชิด หาได้มาจากการสอบคัดเลือกทดสอบความรู้ไม่ ปัญหาที่พบเห็นก็คือได้แต่ผู้ที่มีความสามารถในระดับหนึ่งเท่านั้น พอเจ้านายได้เป็นใหญ่เป็นโตในระดับที่สูงขึ้นไป ตัวเองก็พลอยฟ้าพลอยฝนได้ดิบได้ดีไปด้วย แต่... แต่ทว่าคุณภาพการทำงาน ไม่สอดคล้องกับบทบาทภาระหน้าที่ในปัจจุบันของตนเอง เปรียบเหมือนหัวหน้าชั้น ม.6. ก็ปกครองได้แต่รุ่นน้อง สอนได้แต่รุ่นน้อง จะไปสอน ไปปกครองระดับมหาวิทยาลัย มันย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ไอ้ครั้นจะให้พิจารณาตนเองแล้วเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนก็อย่าหวัง ตำแหน่งข้าใครอย่าแตะ เจ้านายก็รักและผูกพัน รู้อกรู้ใจ มีความไว้เนื้อเชื่อใจ คนใหม่ก็สอดแทรกเข้าไปได้ยาก เพราะไม่เคยเห็นหน้าเห็นผลงาน ( ที่ไม่เห็นก็เพราะคนเก่าไม่เคยให้เสนอหน้าเกินตน ปิดกั้นทุกวิถีทาง)
เรื่องการปิดกั้น อันนี้เป็นปัญหาในระบบของคณะสงฆ์เอง คือการจะเข้าพบผู้หลักผู้ใหญ่ได้จักต้องมีเส้นมีสาย ไม่ใช่ว่าใครอยากจะไปรายงานอะไรก็ได้ และหากจะพบได้ก็ต้องมีเครื่องเซ่นสักการะ ประเภทมือเปล่านั้นอย่าได้หวังว่าจะได้ผุดได้เกิด ระบบยศช้างขุนนางพระ เป็นศักดินาที่ครอบงำพระสงฆ์องค์เจ้าระดับสูงอย่างมืดมิด ปิดทวารการรับรู้โดยสิ้นเชิง การรายงานอะไรต่างๆต้องทำเป็นหนังสือ ผ่านเจ้าคณะผู้ปกครองระดับต่างๆมากมาย ซึ่งก่อนจะทราบความก็ต้องผ่านกองงานเลขาฯเสียก่อน แน่นอนว่าข้อเท็จจริงย่อมมีการบิดเบือนมาตั้งแต่บันไดขั้นแรกแล้ว มีการดัดแปลงตกแต่งประดับประดาข้อมูลให้เป็นที่พอใจของเจ้าคณะผู้ปกครองจึงจะได้รับการเสนอ และคนเสนอก็ไม่ใช่เจ้าของเรื่อง พูดง่ายๆคือเจ้าของเรื่องกับผู้รับเรื่องแทบจะไม่เคยพบหน้ากัน มันมีคนกลางคนที่ 1 2 3 4 5 คอยตัดแต่งพันธุกรรมเสียก่อน
ช้างเผือกเลยไม่อยู่ในสายตา ปัญหาเลยไม่เคยได้รับการเยียวยาแก้ไข
อีกเรื่องหนึ่งที่พบเห็นเป็นประจำคือความเป็น..."อัตตา"
พระสงฆ์องค์เจ้า คือสัญลักษณ์แห่งความยึดมั่นถือมั่นอย่างแท้จริง
พระน้อยอย่าริไปสอนพระใหญ่ ลูกวัดอย่าริไปแนะนำเจ้าอาวาส ชั้นผู้น้อยอย่าริไปขัดขืนชั้นเถระ ฯลฯ
กูอาวุโสกว่า กูบวชมาก่อน กูทำมาก่อน กูเป็นมหา กูเป็นพระราชาคณะ กูได้รับการแต่งตั้งสถาปนา ฯลฯ
คือกูต้องสั่งมึง กูต้องถูก กูต้องได้รับความเคารพ กูต้องใหญ่ ฯลฯ
ลืมไปว่า... กูที่ว่าเป็นคนยุคก่อฟืน ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด
ลืมไปว่า... นี่มัน 2565 หลังพุทธกาล
ลืมไปว่า นี่เขาใช้สมาร์ทโฟน ไม่ใช่ขี่เกวียนไปไถนา ดายหญ้า ส่งจดหมายโทรเลข
ไฟจุดได้บนบก แต่ไปจุดในน้ำไม่ได้
ควายไถนาได้ แต่ไปจับปลาไม่ได้
เสือล่าสัตว์ได้ แต่บินไม่ได้
วัตรปฏิบัติ กฏระเบียบข้อบังคับ ขนบธรรมเนียม บางอย่าง (ขีดเส้นใต้นะว่าบางอย่าง) มันไม่สอดคล้องและใช้ไม่ได้กับยุคปัจจุบัน
กาลเวลาเปลี่ยน โลกเปลี่ยน คนเปลี่ยน
ฯลฯ
หลักธรรมหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน คือ...การอยู่กับปัจจุบัน
ปัจจุบันของผู้ปกครอง คือยศช้างขุนนางพระ วรรณะ ศักดินา ลาภสักการะและอัตตราแลกเปลี่ยน
หาใช่ความทัดเทียมหรือการยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นไม่
หาใช่ความเสมอภาค ภราดรภาพ คัมภีรภาพไม่
พระวินัย กฏระเบียบ ขนบธรรมเนียม มีใช้สำหรับผู้ใต้บังคับบัญชา เท่านั้น
....................................
นี่คือข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งในแวดวงขมิ้น GMO ในขณะนี้
คราวต่อไป จะพูดถึงระบบการศึกษา ของคณะสงฆ์ไทย
*มุมมองภิกษุรุ่นใหม่ เรียนจบในระดับอุดมศึกษาทางโลก ทำงานจนผ่านความล้มเหลวและสำเร็จ ทางธรรมนั้นก็นักธรรมเอก และบริหารกิจการคณะสงฆ์ จับพลัดจับผลูเข้ามาในแวดวงศาสนา ด้วยดวงตา ศรัทธา เชื่อมั่นว่าบริสุทธิ์ สงบร่มเย็น สว่าง มากกว่าโลกภายนอก มีความเห็นว่าโลกทางธรรมจะสมถะลดละเลิก ทว่า...เมื่อได้สัมผัสของจริง กลับไม่เป็นอย่างที่คิด หรือว่านี่แหละสัจจธรรม สภาพความเป็นจริง หรือเนื้อแท้แห่งพุทธสาวก (แบบไทยๆ) ซึ่ง...เราต้อง "ทำใจ" .

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น